รัฐบาล ลุงตู่ ไฟเขียว อนุมัติร่างหลักการ "พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฉบับใหม่"
หลังจากที่ประเทศไทยมีและใช้กฎหมาย "ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475" มาตั้งแต่สมัยคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 83 ปีก่อน
สาระสำคัญของกฎหมาย คือ ห้ามเจ้าหนี้ คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ถ้าฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่กฎหมายอนุญาตให้เจ้าหนี้เรียกเก็บได้นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 กำหนด ให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี
เจ้าหนี้ที่ฝ่าฝืนนอกจากมีโทษทางอาญาแล้ว ยังหมดสิทธิที่จะได้ดอกเบี้ยจากลูกหนี้อีกต่างหาก เพราะกฎหมายถือว่าดอกเบี้ยที่เกินอัตราถือเป็นโมฆะ
ล่าสุด 3 พ.ย. รัฐบาล "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" มีมติ ครม. เห็นชอบหลักการ "พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฉบับใหม่" ที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันยุคทันสมัย โดยจะมีการเพิ่มโทษของผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จากโทษจำคุก 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
เพิ่มเป็น
ลงโทษจำคุกผู้กระทำผิดไม่เกิน
3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท ส่วนการกระทำผิดในลักษณะเป็นกลุ่มกระบวนการ นายทุนเงินกู้นอกระบบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
และหากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า
หลังจาก ครม.เห็นชอบหลักการกฎหมายนี้แล้ว ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของ สภานิติบัญญัติ ต่อไป
สำหรับอัตราดอกเบี้ย ที่เจ้าหนี้นอกระบบเรียกเก็บอยู่ในปัจจุบันนั้น ถ้าคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน ก็เท่ากับว่า ลูกหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 240 ต่อปี ซึ่งผิดกฎหมาย
ส่วนเจ้าหนี้ ธนาคารพาณิชย์ คิดดอกเบี้ย ได้ไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี
เจ้าหนี้บัตรเครดิต คิดดอกเบี้ย ได้ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี และห้ามคิดค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดเกินร้อยละ 3 ของจำนวนเงินที่เบิกถอน
เจ้าหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล คิดดอกเบี้ย ได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี แต่ยังมีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ ได้อีกแต่รวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 13 ต่อปี
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ ปัจจุบันอยู่ที่ ร้อยละ 0.5 ต่อปี
นับว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์กับดอกเบี้ยเงินกู้ ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
